CBD ป้องกันและรักษาโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เนื่องจากร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอ หรือผลิตได้แต่ไม่สามารถนำอินซูลินไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เบาหวานแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหลักๆ คือ เบาหวานชนิดที่ 1 และเบาหวานชนิดที่ 2

บาหวานชนิดที่ 1 มีสาเหตุจากเบต้าเซลล์ที่อยู่ในตับอ่อนและมีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนอินซูลิน ถูกทำลายโดยภูมิคุ้มกันของตัวผู้ป่วยเอง ซึ่งฮอร์โมนอินซูลินมีหน้าที่เป็นตัวนำพลังงานจากอาหาร ที่อยู่ในรูปของกลูโคส (น้ำตาล) เข้าไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆของร่างกาย เมื่อไม่มีอินซูลินเป็นตัวนำกลูโคสที่อยู่ในเลือดเข้าไปเลี้ยงเซลล์ ก็ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น จนเกินกว่าระดับปกติ และน้ำตาลนี้จะทะลักเข้าสู่ปัสสาวะ ทำให้ผู้ป่วยปัสสาวะบ่อยขึ้น และกระหายน้ำมากขึ้น ซึ่งการปัสสาวะบ่อยทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะขาดน้ำ


เมื่อร่างกายไม่มีอินซูลินพอ ที่จะนำน้ำตาลที่ได้จากอาหารเข้าไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ร่างกายจึงต้องดึงพลังงานจากไขมันและกล้ามเนื้อมาใช้แทน ซึ่งทำให้ผู้ป่วยอ่อนเพลีย และน้ำหนักลด การที่ร่างกายไปดึงพลังงานออกมาจากไขมัน ทำให้เกิดกรดในเลือด ซึ่งอาจจะทำให้ผู้ป่วยเข้าขั้นโคม่าจากภาวะเลือดเป็นกรด และอาจจะเสียชีวิตได้ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ต้องวัดระดับน้ำตาลในเลือดวันละหลายครั้ง และต้องฉีดอินซูลินเข้าที่หน้าท้อง หรือต้นขาในทุกๆวัน และอาจจะต้องฉีดวันละหลายครั้ง เพื่อปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติตลอดเวลา


เบาหวานชนิดที่ 2 อาจเกิดจากเบต้าเซลล์ในตับอ่อนมีปัญหาในการผลิตอินซูลิน หรือตับอ่อนจะผลิตอินซูลินได้ แต่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย หรืออาจจะเกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถนำอินซูลินที่ตับอ่อนผลิตได้ ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเกิดจากตัวรับอินซูลิน (Insulin receptor) ไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน ซึ่งโดยปกติจะเกิดกับผู้ที่รับประทานอาหารแบบผิดๆ และไม่ออกกำลังกาย ทำให้มีน้ำหนักตัวมากเกินไป (อ้วน) ซึ่งหลายคนที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 จะไม่รู้ตัว เพราะอาการไม่ชัดเจนเหมือนเบาหวานชนิดที่ 1 ผู้ป่วยจะรู้ตัวก็ต่อเมื่อ ได้เข้ารับการตรวจเลือดเพื่อตรวจหาโรคอื่นๆ อาการของเบาหวานชนิดที่ 2 จะคล้ายๆกับเบาหวานชนิดที่ 1 คือ กระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อย เกิดอาการขาดน้ำ หิวบ่อย เมื่อยล้า ตาพร่ามัว และน้ำหนักลด

เมื่อผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานเป็นระยะเวลานานๆ โดยไม่ได้รับการรักษา กลูโคส (น้ำตาลในเลือด) ที่เพิ่มขึ้น จะทำลาย เส้นเลือด หัวใจ ดวงตา ไต เส้นประสาท ระบบประสาท ผิวหนังและเนื้อเยื่อต่างๆ และทำลายการทำงานของเม็ดเลือดขาว ซึ่งทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น


โรคแทรกซ้อนในดวงตา ที่เกิดจากการคั่งของน้ำตาลในเลนส์ตา ทำให้จอตาผิดปกติ โรคตาที่พบบ่อยในผู้ป่วยโรคเบาหวาน คือ เบาหวานขึ้นตา (Retinopathy) ต้อกระจก (Cataracts) ต้อหิน (Glaucoma) ซึ่งถ้าเป็นนานๆโดยไม่ได้รับการรักษา อาการอาจเข้าขั้นรุนแรง จนถึงกับตาบอดได้


โรคเกี่ยวกับระบบเส้นเลือดและหัวใจ เมื่อผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นระยะเวลานาน ทำให้ผนังเส้นเลือดหนาและแข็ง ซึ่งอาจทำให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือด ทำให้มีเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่พอ หรืออาจจะทำให้เกิดเส้นเลือดสมองตีบ ซึ่งโรคแทรกซ้อนเหล่านี้มีโอกาสทำให้ผู้ป่วยเบาหวาน พิการ หรือเสียชีวิตได้


โรคแทรกซ้อนทางไต ผู้ป่วยเบาหวานที่มีน้ำตาลในเลือดสูงทำให้ไตต้องทำงานหนักกว่าปกติ และถ้าไตต้องทำงานหนักเป็นระยะเวลานานอาจทำให้ไตวายได้


โรคที่เกี่ยวกับระบบประสาท ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานเป็นระยะเวลานานๆ จะเกิดอาการชามือชาเท้า หรือรู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่มที่เท้า ซึ่งมีสาเหตุมาจากปลายประสาทอักเสบ เมื่อผู้ป่วยมีอาการชา ทำให้มีโอกาสเกิดแผลที่เท้าได้ง่าย และเมื่อเป็นแผลแล้วก็รักษาให้หายยากกว่าปกติด้วย


โรคเกี่ยวกับช่องปากและฟัน เมื่อผู้ป่วยมีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติเป็นระยะเวลานาน ทำให้เหงือกอักเสบได้ง่ายกว่าคนปกติ


โรคทางด้านผิวหนัง ผู้ป่วยเบาหวานมีโอกาสเป็นโรคผิวหนังมากกว่าคนปกติ เช่น อาการคัน หรือผิวหนังอักเสบจากเชื้อรา และเชื้อแบคทีเรีย


ปัจจุบันเป็นที่เชื่อกันว่าเบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง คือเป็นแล้วเป็นเลย ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ความเชื่อนี้อาจจะถูกลบล้างไป เมื่อทีมนักวิจัยที่นำโดย Dr. Raphael Mechoulam ซึ่งเป็นนักวิจัยคนแรกของโลก ที่ค้นพบสารซีบีดี ได้ทำการทดลองจนทำให้เชื่อว่าซีบีดีสามารถรักษาโรคเบาหวานได้


ทีมนักวิจัยจากอิสราเอล พบว่าสารซีบีดีสามารถป้องกันและรักษาโรคเบาหวานได้


CBD เป็นสารแคนนาบินอยด์ที่มีมากในกัญชง แต่ในกัญชาบางสายพันธุ์ก็มีสารซีบีดีสูงเช่นกัน ซีบีดีไม่ทำให้เกิดการเสพติด ไม่เมา และไม่ออกฤทธิ์ต่อสมอง และองค์กรอนามัยโลก (WHO) ก็ได้ออกมายืนยันแล้วว่าซีบีดีไม่ใช่สารเสพติด และไม่มีอันตรายต่อร่างกาย ปัจจุบันยังไม่พบผลข้างเคียงที่รุนแรงของสาร CBD


สารซีบีดีจะทำปฏิกิริยากับตัวรับแคนนาบินอยด์ในระบบเอ็นโดแคนนาบินอยด์ของร่างกาย ซึ่งระบบนี้มีหน้าที่ในการปรับภาวะภายในของร่างกายให้อยู่ในภาวะสมดุลตลอดเวลา เมื่อซีบีดีเข้าสูร่างกายมันจะเข้าไปช่วยควบคุมการทำงานต่างๆของร่างกาย เช่น ควบคุมความอยากอาหาร ความเจ็บปวด และการอักเสบ เป็นต้น


ทีมนักวิจัยจาก Hebrew University of Jerusalem ประเทศอิสราเอล พบว่าสาร Cannabidiol หรือ CBD สามารถป้องกัน และรักษาโรคเบาหวานได้ และพวกเขาก็ได้ขอสิทธิบัตรเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว ตั้งแต่ปี คศ 2005 กลุ่มนักวิจัยกลุ่มนี้นำทีมโดย Dr. Raphael Mechoulam ซึ่งเป็นนักวิจัยคนแรกของโลก ที่ค้นพบสารซีบีดี และตัวรับสารซีบีดีในเนื้อเยื่อในอวัยวะเกือบทุกส่วนของร่างกาย

ศาตราจารย์ Raphael Mechoulam นักวิจัยคนแรกของโลก ที่ค้นพบสารซีบีดี และตัวรับสารซีบีดี

ในใบสมัครสิทธิบัตรเลขที่ US 2007/0099987 Al ของทีมนักวิจัยจากอิราเอล ได้ทำการทดลองใช้สารซีบีดีในหนูทดลองสายพันธุ์ที่โดยปกติจะเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 เมื่อหนูเริ่มโต (Non-obese diabetic (NOD) mice) จากการทดลองพบว่าหนูที่ได้รับสารซีบีดี มีเปอร์เซ็นต์การเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 1 เพียง 21% ส่วนหนูที่ไม่ได้รับสารซีบีดี มีเปอร์เซ็นต์การเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ถึง 86% นอกจากนี้ยังพบอีกว่า สารซีบีดีช่วยชลอการเกิดของโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ได้


จากการทดลองที่ทำขึ้นในปี คศ 2015 โดยทีมของศาตราจารย์ Raphael Mechoulam จากมหาวิทยาลัย Hebrew University ในประเทศอิสราเอล พบว่าสารซีบีดีทำปฏิกิริยากับตัวรับแคนนาบินอยด์ (Cannabinoid receptors) ในตับอ่อน สารซีบีดีช่วยลดการอักเสบ และปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ ซึ่งดูเหมือนว่าสารซีบีดีจะช่วยรักษาโรคเบาหวานได้ทั้งชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2


งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่ทำขึ้นโดยทีมนักวิจัยจาก Hadassah University Hospital ประเทศอิสราเอล พบว่า สาร CBD ช่วยลดความรุนแรงของโรคเบาหวานในหนูทดลองได้


นอกจากงานวิจัยที่กล่าวไปแล้ว ซีบีดีมีคุณสรรพคุณช่วยลดอาการแทรกซ้อนของโรคเบาหวานได้ เช่น ซีบีดีสามารถรักษาโรคทางระบบเส้นเลือดและหัวใจ ช่วยลดความดันโลหิต ช่วยให้การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น และช่วยรักษาอาการของโรคผิวหนังที่เป็นอาการแทรกซ้อนของโรคเบาหวานได้


ต้องใช้ CBD ปริมาณเท่าไหร่จึงจะรักษาเบาหวานได้

การใช้น้ำมันซีบีดีสำหรับรักษาโรคไม่มีการกำหนดตายตัว ว่าต้องใช้วันละกี่หยดหรือกี่มิลลิกรัม เนื่องจากผู้ป่วยแต่ละคนตอบสนองต่อสารซีบีดีแตกต่างกัน และมีระดับความรุนแรงของโรคต่างกัน ปริมาณซีบีดีที่เหมาะสมของแต่ละคนจึงแตกต่างกันด้วย เพราะฉนั้นจึงไม่มีปริมาณตายตัวที่ได้ผลสำหรับทุกคน

การใช้สารซีบีดีเพื่อรักษาโรค ผู้ใช้ต้องลองใช้ และหาปริมาณที่เหมาะสมด้วยตัวเอง สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มใช้น้ำมันซีบีดี ให้เริ่มใช้แค่ปริมาณน้อยๆ แล้วจึงค่อยๆปรับเพิ่มขึ้นตามเวลา เมื่อเพิ่มจนได้ผลเป็นที่น่าพอใจแล้วให้หยุดปริมาณการใช้ไว้แค่นั้น

ปริมาณที่ใช้ให้เริ่มที่ปริมาณน้อยๆ เช่น

อาทิตย์ที่ 1: ใช้ครั้งละ 1 หยด วันละ 3 ครั้ง เช้า กลางวัน เย็น ตอนท้องว่าง หรือ เช้า 2 หยด เย็น 1 หยด

อาทิตย์ที่ 2: ใช้ครั้งละ 2 หยด วันละ 3 ครั้ง เช้า กลางวัน เย็น ตอนท้องว่าง หรือ เช้า 4 หยด เย็น 2 หยด

อาทิตย์ที่ 3: ใช้ครั้งละ 3 หยด วันละ 3 ครั้ง เช้า กลางวัน เย็น ตอนท้องว่าง หรือ เช้า 6 หยด เย็น 3 หยด

แล้วสังเกตุอาการว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจไหม ถ้ายังไม่พอใจ ก็ปรับเพิ่มอีกทีละ 1 หยด

ถ้าปรับเพิ่มแล้วรู้สึกว่าอาการแย่ลงกว่าเดิม ให้ลดจำนวนหยดลงมา 1 หยด


อ่านบทความเรื่อง "น้ำมันซีบีดี ใช้ปริมาณเท่าไหร่จึงจะได้ผล" ได้ที่นี่


ผลข้างเคียงของสารซีบีดี


โดยทั่วไปซีบีดีจัดว่าเป็นสารแคนนาบินอยด์ที่ปลอดภัยต่อผู้ใช้ แต่ก็มีผู้ใช้บางคนที่ได้รับผลข้างเคียงของการใช้ซีบีดี ในปริมาณมาก ผลข้างเคียงดังกล่าว ได้แก่ ความดันโลหิตลดลง คลื่นไส้ ท้องร่วง ง่วงนอน และปากแห้ง ซึ่งอาการดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน และอาจจะเกิดขึ้นแค่ในระยะแรกๆของการใช้ซีบีดีเท่านั้น


ผู้ป่วยเบาหวานควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ CBD


จากประสบการณ์ของผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ซีบีดีที่ medibis.shop จำหน่าย พบว่าซีบีดีช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ซึ่งถ้าผู้ป่วยใช้ยาเบาหวานหรืออินซูลินอยู่แล้ว และต้องการใช้ซีบีดีร่วมด้วย อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าปกติได้ ฉนั้นผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจใช้ซีบีดี ซึ่งแพทย์อาจจะให้ผู้ป่วยลดยาเบาหวาน หรืออินซูลินลงก็ได้

ศึกษาข้อมูลให้เข้าใจก่อนตัดสินใจ

ณ. ปัจจุบัน (พ.ศ. 2562) ถึงแม้ว่าผลการวิจัยจะแสดงให้เห็นว่าสาร CBD หรือสารแคนนาบินอยด์ตัวอื่นๆที่สกัดได้จากกัญชง-กัญชา ช่วยให้อาการของโรคเบาหวานดีขึ้น แต่การทดลองส่วนใหญ่เป็นการทดลองในห้องปฏิบัติการที่ทำกับหนูทดลอง นอกจากนี้การทดลองดังกล่าวยังกระทำได้ไม่นานพอที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลของสารสกัด ที่มีต่อร่างกายในระยะยาว จึงไม่สามารถยืนยันแน่ชัดได้ว่า การใช้สารสกัดจากพืชตระกูลกัญชาในระยะยาว จะมีผลในทางบวกหรือลบต่อร่างกายอย่างไรบ้าง ผู้ป่วยท่านไหนต้องการใช้สารสกัดจากพืชตระกูลกัญชาเพื่อรักษาโรคต่างๆ จึงควรศึกษาข้อมูลให้เข้าใจก่อนตัดสินใจ และไม่ควรหันหลังให้กับการรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันเสียทีเดียว


สินค้าแนะนำสำหรับท่านที่ต้องการใช้ซีบีดีเพื่อปรับสมดุลของร่างกาย และป้องกันโรค

สินค้าชุดแรกเป็นซีบีดีที่ความเข้มข้นต่ำถึงปานกลาง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการใช้เพื่อปรับสมดุลภายในของร่างกาย ช่วยให้นอนหลับ ลดอาการเครียด และป้องกันโรคต่างๆ (คลิ๊กที่รูปเพื่อดูรายละเอียดสินค้า และราคา)



สินค้าแนะนำสำหรับท่านที่ต้องการใช้ซีบีดีเพื่อรักษา หรือควบคุมอาการของโรคเบาหวาน

สินค้าชุดนี้เป็นผลิตภัณฑ์ซีบีดีที่ความเข้มข้นปานกลาง ถึง สูง เหมาะสำหรับรักษาโรค (คลิ๊กที่รูปเพื่อดูรายละเอียดสินค้า และราคา)



หากมีข้อสงสัย หรือคำถาม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

ไลน์ไอดี medibis

แมสเซนเจอร์: m.me.medibisshop

เฟสบุ๊ค: www.facebook.com/medibisdotshop

หรืออีเมล์มาที่ info@medibis.shop

สมัครรับจดหมายข่าว

© 2019 by Medibis Europe. All rights reserved.

0